สพฐ.ล็อกจำนวนนักเรียนต่อห้อง ห้ามขอขยายเพิ่ม

  • หมวดหมู่ : การศึกษา วันที่ : 6 ตุลาคม 2560
  • เข้าดู : 82 ครั้ง

สพฐ.คลอดเกณฑ์รับนักเรียนปี 2561 ล็อกจำนวนนักเรียนต่อห้องทุกระดับ ห้ามขอขยายเพิ่ม ต้องประกาศชื่อเด็กสอบได้ทั้งตัวจริง-สำรองพร้อมคะแนน

วันนี้(3 ต.ค.)ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ว่า ที่ประชุมรับทราบแนวทางการรับนักเรียน ของโรงเรียนสังกัด สพฐ.ประจำปีการศึกษา 2561 ซึ่งได้ผ่านความเห็นจาก กพฐ.แล้ว โดยมีเป้าหมายว่า เด็กทุกคนต้องมีที่เรียน ที่สำคัญคือจะเน้นความโปร่งใส บริสุทธิ์ยุติธรรม และสิ่งที่จะแตกต่างจากปีที่ผ่านมา คือ การกำหนดจำนวนนักเรียนต่อห้องที่มีความชัดเจน ไม่เปิดโอกาสให้ขอขยายห้องเรียนเพิ่ม โดยระดับก่อนประถมศึกษา 30 คนต่อห้อง ประถมศึกษา 40 คนต่อห้อง และ มัธยมศึกษา 40 คนต่อห้อง สำหรับโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง การคัดเลือกจะใช้วิธีการสอบ โดยคะแนนมาจาก 2 ส่วน คือ คะแนนสอบ 70% และ คะแนนการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต 30% ส่วนการรับนักเรียน ม.4 กรณี ม.3 ขึ้น ม.4 โรงเรียนเดิมจะมีโควตาให้ 80% และเปิดโอกาสให้เด็กโรงเรียนอื่นมาสอบได้อีก 20% ที่สำคัญการประกาศรายชื่อนักเรียนที่สอบผ่านทุกประเภทจะต้องประกาศทั้งตัวจริงและตัวสำรองพร้อมคะแนนที่สอบได้ด้วย ส่วนโรงเรียนเงื่อนไขพิเศษ เช่น กลุ่มโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ การรับนักเรียนให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่โรงเรียนกำหนด

สิ่งที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดสำหรับแนวทางการรับนักเรียนปี 2561 คือ เงื่อนไขการรับนักเรียน ที่กำหนดว่าโรงเรียนจะต้องประกาศเงื่อนไขต่าง ๆ ให้ชัดเจน รวมถึงเงื่อนไขพิเศษของแต่ละโรงเรียนด้วย เช่น กรณีผู้มีอุปการคุณ ต้องระบุให้ชัด ว่า มีอุปการคุณอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพิ่งมาบริจาคแล้วได้รับสิทธิ์ตามเงื่อนไข และเมื่อประกาศชื่อนักเรียนแล้ว จะต้องระบุด้วยว่า เป็นนักเรียนเงื่อนไขพิเศษตามข้อใด สิ่งสำคัญห้ามโรงเรียนระดมทรัพยากรในช่วงที่มีการรับนักเรียน เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อการรับเด็ก และเพื่อความเป็นธรรมกับเด็กทุกคน เลขาธิการ กพฐ.กล่าวและว่า นอกจากนี้ช่วงการรับนักเรียน สพฐ.จะมีการตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียน และศูนย์บริการ one stop service เพื่อให้บริการให้คำแนะนำ ปรึกษาแก่ผู้ปกครองด้วย อย่างไรก็ตามตนจะเสนอแนวทางดังกล่าว ให้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) พิจารณา ก่อนประกาศใช้ต่อไป

 

 

ที่มา https://www.dailynews.co.th/education/602141

ร่วมแสดงความคิดเห็น