10 วิธีเอาชนะความกลัว (Phobia) ที่อาจเกิดขึ้นในวัยเรียน!

  • หมวดหมู่ : ไลฟ์สไตล์ วันที่ : 14 กันยายน 2560
  • เข้าดู : 29 ครั้ง

10 วิธีเอาชนะความกลัว (Phobia) ที่อาจเกิดขึ้นในวัยเรียน!
ชวนเอาชนะที่สุดของความกลัวกับ 10 โฟเบียที่อาจเกิดขึ้นได้กับเด็กวัยเรียน!

เชื่อว่าน้องๆ ทุกคนมีความกลัว กลัวในสิ่งที่คล้ายกับคนอื่น หรือกลัวในสิ่งที่แปลกกว่าคนอื่น ความกลัวไม่มีเหตุผลหรอกค่ะ บางทีเราก็ตอบไม่ได้ด้วยซ้ำว่าทำไมถึงกลัวสิ่งนี้ วันนี้ "ฟิตเกรด" จะชวนน้องๆ มาค้นหาความลับเกี่ยวกับอาการ "โฟเบีย" ขั้นกว่าของความกลัว แต่เป็นโฟเบียที่อาจเกิดขึ้นได้กับเด็กวัยเรียนนะคะ มาลองสังเกตกันสิว่าน้องๆ เข้าข่ายมีอาการโฟเบียแอบแฝงอยู่รึเปล่า แล้วเราจะเอาชนะมันได้ไหม

ขอบคุณภาพจาก pixabay.com
1. กลัวโรงเรียน (Didaskaleinophobia)
ไม่รู้จะเรียกโฟเบียหรือแค่ขี้เกียจ เชื่อว่าเด็กๆ ทุกคนคงเป็นบ่อย "เกลียดและกลัววันจันทร์มาก" ไม่อยากไปโรงเรียนถึงขั้นแกล้งป่วย แต่คนที่เป็นโฟเบียจริงๆ แค่นึกถึงเขาก็จะปวดมวนท้อง อยากอาเจียนขึ้นมาทันที อาการหนักมากๆ ก็ถึงขั้นหอบและเป็นลมไปเลยล่ะค่ะ
น้องๆ คนไหนที่มีอาการแบบนี้ ลองถามตัวเองดูก่อนว่าสาเหตุที่เราไม่อยากไปโรงเรียนคืออะไร จะได้รีบแก้ไขให้ถูกจุดค่ะ เช่น ไม่อยากไปเพราะไม่ชอบสภาพแวดล้อมใน รร. เราสามารถปรึกษากับพ่อแม่ให้ย้าย รร. ได้ หรือไม่อยากไปเพราะทำการบ้านไม่เสร็จ อันนี้ก็แก้ง่ายๆ ได้ที่ตัวเราเอง
2. กลัวขาดมือถือ (Nomophobia)
ไม่แปลกเลยสำหรับเด็กยุคนี้ ขาดสมาร์ทโฟนเหมือนขาดใจ! ยกตัวอย่างสถานการณ์สมมตินะคะ วันไหนลืมพกมือถือมาโรงเรียน แบตหมดแล้วไม่มีที่ชาร์จ หรือครูขอให้ปิดเครื่องฝากไว้จนกว่าจะจบคาบ ก็ดิ้นจะเป็นจะตายเพราะโทรศัพท์ไม่อยู่ใกล้ตัว กลัวแชทกับเพื่อนไม่ได้ กลัวเล่นเกมไม่ทัน
ใครหงุดหงิดต้องใช้มือถือตลอดเวลานะคะ น้องต้องรู้จักแยกแยะให้ได้ว่าความสำคัญของมันคืออะไร บอกตัวเองเลยค่ะ ถึงไม่มีมือถือให้ค้นข้อมูลเราก็ยังมีห้องสมุด ถึงขาดเพื่อนในโลกไอที 1 วัน เราก็ยังคุยกับเพื่อนในชีวิตจริงได้ ใช้มือถือด้วยความพอดี ถูกที่ถูกเวลา จะเป็นประโยชน์มากกว่า
3. กลัวการถูกจ้อง (Scopophobia)
ปกติถ้าครูเรียกให้เราออกไปรายงานหน้าชั้น น้องๆ อาจจะมีอาการประหม่า มือสั่น ใจเต้นแรงกันบ้างใช่มั้ยคะ แต่สำหรับน้องๆ กลุ่มนี้ที่กลัวถูกจ้องจนถึงขั้นเป็นโฟเบีย เขาบอกว่ากลัวลูกตาที่มองมายังตัวเองเป็นจุดเดียวจนอึดอัด หายใจไม่ออก ถ้าหนักมากๆ ก็ถึงขั้นสติแตก เป็นลมล้มตึงไปเลย

ขอบคุณภาพจาก pixabay.com
ความกลัวที่จะถูกตกเป็นเป้าสายตานี้ อาจเป็นเพราะน้องๆ สูญเสียความมั่นใจไปตั้งแต่เด็ก วิธีแก้ก็คือเวลาต้องออกไปยืนในที่ที่เราเป็นจุดสนใจ เช่น หน้าเสาธง หน้าชั้นเรียน ฯลฯ ไม่ต้องมองหน้าเพื่อนค่ะ ลองกวาดสายตาไปทั่วๆ หรือทอดสายตาไปที่จุดใดจุดหนึ่งตรงหลังห้อง รับรองช่วยได้!
4. กลัวคนเยอะๆ (Enochlophobia)
อาการนี้จะว่าคล้ายกลัวถูกจ้องก็ไม่ใช่นะคะ เพราะคนที่เป็นเขามักจะกลัวการเข้าไปในที่ที่มีคนเยอะๆ ต้องเบียด ต้องอึดอัดกับการอยู่ใกล้คนอื่น ถึงแม้ว่าคนเหล่านั้นจะไม่ได้จ้องเราอยู่ก็ตาม แต่ก็สามารถทำให้ใจสั่น หรือหายใจไม่ออกได้ เพื่อนพี่เมก้าเป็นค่ะ หน้ามืดจะเป็นลมเวลามีคนรายล้อม
วิธีเอาชนะโรคกลัวคนเยอะๆ คือน้องๆ อาจจะต้องหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่มีคนเยอะๆ จนทำให้เราอึดอัดอะค่ะ อย่างเพื่อนพี่เมก้าพอรู้ว่าตัวเองเห็นหรือเข้าไปในที่ที่คนเยอะๆ ไม่ได้ เช่น รับน้องแบบสันทนาการกลุ่มที่มีคนมาเต้นรวมกันเยอะๆ เขาจะรีบขอแยกตัวออกมาเลย ไม่งั้นมีช็อกตาตั้งแน่ๆ
5. กลัวการเข้าสังคม (Socialphobia)
อาการนี้ก้ำกึ่งระหว่างความขี้อายค่ะ ส่วนใหญ่น้องๆ ที่เป็นจะรู้สึกประหม่า ไม่กล้าสบตาหรือคุยกับเพื่อนนานๆ อาจจะเพราะว่ากลัวคนอื่นมองเราไม่ดี ไม่อยากรู้จัก หรือกลัวว่าตัวเองจะเผลอแสดงความป้ำๆ เป๋อๆ ออกไปจนขาดความมั่นใจในตัวเอง เรียกได้ว่าเก็บตัวอยู่คนเดียวยังดีซะกว่า
สำหรับน้องๆ ที่กลัวว่าตัวเองจะเข้าข่ายกลัวสังคมนะคะ พี่เมก้าขอให้ลองเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมของตัวเองดูค่ะ พยายามเอาชนะความคิดในแง่ลบ ลองกล้าที่จะเผชิญกับความกลัวด้วยการเปิดใจคุยกับเพื่อนเยอะๆ การสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีด้วยรอยยิ้มและความจริงใจก็ช่วยได้นะคะ
6. กลัวการอยู่คนเดียว (Autophobia)
จะว่าคล้ายอาการติดเพื่อนก็ใกล้เคียงเลยค่ะ ไม่ชอบทำกิจกรรมอะไรด้วยตัวคนเดียว เข้าชมรมก็ต้องไปกับเพื่อน เข้าห้องน้ำต้องมีเพื่อนไปด้วย งานเดี่ยวก็ทำเองไม่ได้ ต้องทำด้วยกันกับเพื่อน วันหยุดก็อยู่บ้านคนเดียวไม่ได้ ต้องชวนเพื่อนออกไปเที่ยวข้างนอกตลอดเวลา อยู่คนเดียวมันไม่อุ่นใจไง

ขอบคุณภาพจาก pixabay.com
วิธีเอาชนะอาการนี้นะคะ น้องๆ ต้องหากิจกรรมที่ทำให้เรารู้สึกสนุกกับมันได้ แม้ว่าเราจะทำมันอยู่คนเดียวค่ะ เช่น แต่งนิยาย พี่เมก้าเคยแต่งนิยายกับเพื่อน โอ้โห! เถียงกันแทบตาย คนหนึ่งจะเอาแบบนี้ อีกคนจะเอาแบบนั้น สุดท้ายแยกย้ายกันไปแต่งดีกว่า บางทีพื้นที่ส่วนตัวก็จำเป็นนะ
7. กลัวความรัก (Philophobia)
วัยเรียนก็มีความรักได้ แต่น้องบางคนกลับไม่อยากผูกมัดตัวเองไว้กับความรัก ไม่จำเป็นต้องรักแบบคนรักนะคะ ขนาดความรักระหว่างเพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้องยังไม่กล้าเปิดใจหรือมอบความรู้สึกพิเศษให้เลย ทั้งนี้อาจเพราะกลัวเสียใจ กลัวผิดหวัง กลัวทุ่มให้หมดแล้วไม่ได้อะไรกลับมานั่นเอง
วิธีเอาชนะอาการนี้นะคะ อย่ากลัวที่จะรักค่ะ ไม่ต้องคาดหวังว่าคนนั้นจะรักเราตอบเหมือนที่เราให้เขาเต็มร้อย ทำทุกอย่างด้วยความจริงใจ ถ้าเขารับรู้ได้ ความรักจะกลับคืนมาหาน้องๆ เอง หรือผลสุดท้ายถ้าน้องๆ ผิดหวัง ประสบการณ์ครั้งนี้ก็อาจช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้เราได้นะคะ
8. กลัวการตัดสินใจ (Decidophobia)
อาการนี้น่าจะเป็นกันเยอะ แต่ถึงขั้นโฟเบียรึเปล่าต้องลองมาประเมินกันดูค่ะ น้องๆ ที่กลัวการตัดสินใจมักจะพึ่งคนอื่นในการตัดสินใจเรื่องสำคัญอยู่เสมอ เช่น มีปัญหาเฉพาะหน้า ไม่กล้าลงมือแก้ทันที ต้องขอความเห็นจากคนอื่นก่อน เลือกแผนการเรียนกังวลสารพัด สุดท้ายพ่อแม่เลือกให้
น้องๆ อาจเริ่มจากการฝึกตัดสินใจเรื่องง่ายๆ เช่น เลือกร้านกินข้าวให้เพื่อน ลองแก้ปัญหาเล็กๆ ด้วยตัวเอง ฯลฯ ส่วนใหญ่ที่น้องๆ ไม่กล้าตัดสินใจ ร้อยทั้งร้อยมาจากการกลัวความล้มเหลวทั้งนั้น ให้คิดไว้ค่ะว่าถ้าไม่กล้าลองผิดลองถูก ก็ยากที่จะพบกับความสำเร็จนะคะ ล้มบ่อยๆ ยิ่งลุกได้เร็วค่ะ
9. กลัวหนังสือ (Bibliophobia)
อย่ารีบร้อนแสดงตัวกันยกใหญ่นะคะ เพราะอาการกลัวหนังสือนี้ คนที่กลัวเข้าขั้นโฟเบีย แค่เห็นหนังสือเล่มหนาๆ ก็อยากอาเจียน ตัวสั่น หัวใจเต้นแรง อยากจะเอาไปเผาทิ้งแล้วค่ะ โดยอาการนี้จะเป็นเฉพาะกับหนังสือบางชนิดเท่านั้น น้องๆ ที่แบนหนังสือเรียนทุกวิชาไม่น่าเกี่ยวเนอะ

ขอบคุณภาพจาก pixabay.com
คนที่กลัวหนังสือย่อมรู้ดีว่า หนังสือประเภทไหนทำให้ฝังใจมาตั้งแต่เด็ก เช่น ไม่ชอบหนังสือฆาตกรรม เพราะภาพความโหดร้าย รุนแรงมันฝังอยู่ในสมอง ไม่ชอบหนังสือสยองขวัญเพราะกลัวผี ฯลฯ วิธีรับมือคือไม่ต้องไปอ่านค่ะ แต่ถ้าอาการเกิดขึ้นกับหนังสือเรียน ก็จงเอาชนะความกลัวซะ!

10. กลัวการเรียนรู้ (Epistemophobia)
ไม่คิดว่าจะมีโฟเบียนี้อยู่บนโลกด้วย แต่ถือว่าเป็นอีกอาการที่ค่อนข้างน่ากลัวค่ะ คือคนที่เป็นจะไม่พร้อมรับความรู้ใดๆ ทั้งสิ้น อาจจะกลัวว่าเรียนเยอะแล้วแต่ก็ยังไม่เก่งทำให้คนอื่นดูถูกเอาได้ หรือไม่อยากเรียนเพราะกลัวรู้เท่าๆ กับคนอื่น หืม หรือไม่อยากเรียนเพราะกลัวรู้มากเกินไป ห๊ะ!
อาการกลัวการเรียนน่ากลัวเพราะอาจทำให้น้องๆ ที่เป็นทิ้งการเรียนไปเลย ไม่ตั้งใจเรียน ไม่หยิบหนังสือมาอ่าน ไม่สนใจติดตามข่าวสารบ้านเมือง ไม่สนใจเข้าสังคม ฯลฯ ดังนั้น วิธีแก้ก็คือปรับที่ทัศนคติล้วนๆ ค่ะ ค่อยๆ เก็บความรู้ไปให้เต็มที่ที่สุดเท่าที่มีโอกาสและศักยภาพเราทำได้ก็พอ
ถ้าพูดถึงวิธีรักษาโฟเบียเหล่านี้ หลักการง่ายๆ ก็อยู่ที่ตัวเราค่ะ ให้กล้าที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งที่กลัว น้องๆ ล่ะคะ กลัวจะเป็นโฟเบียชนิดไหน แล้วพร้อมที่จะรับมือกับความกลัวของตัวเองยังไง มาแบ่งปันให้พี่เมก้าอ่านได้น้าาา

ที่มา Dek-D.com

ร่วมแสดงความคิดเห็น