แค่ " มะเร็ง" จะเซ็งทำไม" แซม-ณัฐพล มีชีวิตอีกครั้งจากการ " วิ่ง"

  • หมวดหมู่ : ไลฟ์สไตล์ วันที่ : 2 กันยายน 2560
  • เข้าดู : 118 ครั้ง

แค่  มะเร็ง  จะเซ็งทำไม  แซม-ณัฐพล มีชีวิตอีกครั้งจากการ  วิ่ง
แค่  มะเร็ง  จะเซ็งทำไม  แซม-ณัฐพล มีชีวิตอีกครั้งจากการ  วิ่ง
แค่  มะเร็ง  จะเซ็งทำไม  แซม-ณัฐพล มีชีวิตอีกครั้งจากการ  วิ่ง
แค่  มะเร็ง  จะเซ็งทำไม  แซม-ณัฐพล มีชีวิตอีกครั้งจากการ  วิ่ง
แค่  มะเร็ง  จะเซ็งทำไม  แซม-ณัฐพล มีชีวิตอีกครั้งจากการ  วิ่ง
แค่  มะเร็ง  จะเซ็งทำไม  แซม-ณัฐพล มีชีวิตอีกครั้งจากการ  วิ่ง
แค่  มะเร็ง  จะเซ็งทำไม  แซม-ณัฐพล มีชีวิตอีกครั้งจากการ  วิ่ง
แค่  มะเร็ง  จะเซ็งทำไม  แซม-ณัฐพล มีชีวิตอีกครั้งจากการ  วิ่ง
แค่  มะเร็ง  จะเซ็งทำไม  แซม-ณัฐพล มีชีวิตอีกครั้งจากการ  วิ่ง
แค่  มะเร็ง  จะเซ็งทำไม  แซม-ณัฐพล มีชีวิตอีกครั้งจากการ  วิ่ง
แค่  มะเร็ง  จะเซ็งทำไม  แซม-ณัฐพล มีชีวิตอีกครั้งจากการ  วิ่ง
แค่  มะเร็ง  จะเซ็งทำไม  แซม-ณัฐพล มีชีวิตอีกครั้งจากการ  วิ่ง
แค่  มะเร็ง  จะเซ็งทำไม  แซม-ณัฐพล มีชีวิตอีกครั้งจากการ  วิ่ง
แค่  มะเร็ง  จะเซ็งทำไม  แซม-ณัฐพล มีชีวิตอีกครั้งจากการ  วิ่ง

เมื่อชีวิตคุณกำลังล้มคุณจะลุกขึ้นมาอย่างไร แซม-ณัฐพล เสมสุวรรณ หนุ่มแกร่งหัวใจไม่ยอมแพ้ผู้ที่เอาชนะมะเร็งโรคร้ายและอุปสรรคต่างๆ มาอย่างมากมาย จากวัยรุ่นสุขภาพดีชอบเล่นกีฬา ตรวจพบว่าป่วยด้วยโรค มะเร็งเม็ดเลือดขาว หนำซ้ำมีอาการแพ้ยาอย่างรุนแรง ชนิดที่โอกาสที่จะเป็นใน1ล้านคนมีโอกาสเป็นเพียงแค่ 7 คน หรือ 0.000007 %

ในวันนี้ แซม-ณัฐพล ในวัย 30 ปี ได้ก้าวผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายของชีวิตมาได้ด้วย หัวใจ พร้อมด้วย กำลังใจ จากครอบครัว และคนรอบข้าง ยอมรับและเรียนรู้อุปสรรคต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาในชีวิต จนทำให้เข้าใจความหมายของคำว่า ชีวิตมากขึ้นว่า มะเร็งทำร้ายร่างกาย แต่ไม่อาจทำลายชีวิตของเขาได้

** ดั่งฟ้าฟาดอายุ 20 ปีหมอบอกเป็นมะเร็ง

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แซม เล่าว่า สิ่งที่แน่นอนที่สุดในชีวิตคือความไม่แน่นอน เมื่อชีวิตของเขาวิ่งชนเข้ากับวลีนี้เข้าอย่างจังในวัย 19 ย่างเข้า 20 ปี เมื่อถูกแพทย์วินิจฉัยว่าป่วยเป็น มะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือ ลูคีเมีย ชนิดเฉียบพลัน

สิ่งแรกที่ผุดเข้ามาในความคิดของ แซม-ณัฐพล หลังจากได้ยินคำวินิจฉัยคือคำว่า เป็นไปไม่ได้ หมอตรวจผิดแน่นอน!

เป็นใครก็คาดไม่ถึงว่าคนที่มีร่างกายแข็งแรงอยู่ในช่วงวัยที่กำลังเจริญเติบโตจะมาป่วยเป็นโรคร้าย แซมบอกว่า ตัวเขานั้นโดดเด่นในกีฬาทุกชนิดที่เข้ามาในชีวิต ชื่นชอบกีฬาโดยเฉพาะฟุตบอล บาสเก็ตบอล ว่ายน้ำ และยังเคยเป็นนักมวยขึ้นชก เวทีราชดำเนินมาแล้ว

ชีวิตในช่วงวัยรุ่นของแซมกำลังไปได้ดี เขามีอิสระในชีวิตเป็นครั้งแรกจากการไปอยู่หอพักนิสิต อยู่พ้นเรดาห์การรับรู้ของผู้ปกครอง อยู่ท่ามกลางหมู่เพื่อนผู้อยู่ในวัยเจริญเติบโต กล้าได้กล้าเสีย ผู้พร้อมเสมอที่จะทำอะไรสุดเหวี่ยงไปด้วยกัน

เปรียบเหมือนม้าหนุ่มในวัยเจริญพันธุ์ กล้ามเนื้อของมันมีความสมบูรณ์ แข็งแรง เมื่อมีโอกาสได้หลุดออกจาก คอก ม้าหนุ่มตัวนั้นก็พร้อมที่จะพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างไม่สนใจจุดหมาย ไม่มองข้างหลัง ไม่เหลียวดูด้านข้าง สนใจเพียงแต่วิ่งไปให้สุดกำลัง จนวันนึงม้าตัวนั้นล้มลงด้วย เชือก ที่มองไม่เห็น เชือกที่ผูกรัดขาของมันเอาไว้ กระชากตัวมันให้ล่องลอย ล้มลง

มะเร็งเม็ดเลือดขาว คือชื่อของเชือกเส้นนั้น เชือกที่กระชากชีวิตของแซมให้ล้มครืน พร้อมกับกระชากความฝันและความหวัง ของครอบครัวและคนรอบข้างให้พังพินาศลงภายในวันเดียว

แซมบอกอีกว่า เขา เชื่อ ว่าชีวิตของเขานั้นจะไปได้ดีในรั้วมหาวิทยาลัย ถึงแม้ว่าจะเป็นวัยรุ่นผู้อยากลอง โดยตารางชีวิตของเขานั้นเริ่มขึ้นในเวลาบ่าย 3 โมงเย็น ซึ่งเวลา 3 โมงเย็นสำหรับคนปกติทั่วไปอาจจะเป็นเวลาที่ใกล้จะบรรจบครบหนึ่งวัน เป็นเวลาที่ขยับเข้าใกล้กับที่นอน

แต่สำหรับเด็กหนุ่มในวัย 19 ปีอย่างเขา มันเป็นเวลาที่แซมนั้นเพิ่งเริ่มต้นลุกขึ้นจากที่นอน อาบน้ำทานข้าว รอเวลาจนถึงช่วงประมาณ 1 ทุ่มเพื่อโทรไปจองโต๊ะที่ร้านเหล้าร้านประจำ ทานอาหารกลางวันเวลาสองทุ่ม และเริ่มดื่มเหล้าในเวลาสี่ทุ่ม ยาวไปจนถึงตีสาม ตื่นเอาอีกทีก็สามโมงเย็นพอดิบพอดี จะมีหลุดไปจากเวลานี้บ้างถ้ามีคาบเรียนที่สำคัญ

จนอายุประมาณ 20 ปี ซึ่งขณะนั้นกำลังเรียนอยู่ปี 2 เริ่มมีอาการป่วยเป็นไข้บ่อย จนล่าสุดเป็นไข้ติดต่อหลายวัน คุณแม่จึงพาไปหาหมอที่โรงพยาบาล และตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว

จากนั้นคุณหมอให้เข้ารักษาตัวด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูกต้องนอนอยู่บนเตียงเป็นเวลากว่า 2 เดือน จากนั้นเริ่มรักษาด้วยการทำคีโม ซึ่งการรักษาใช่ว่าจะราบรื่นต้องมีการเปลี่ยนยามากมาย และต้องทนกับความเจ็บปวดร้องขอมอร์ฟีนมาเยียวยาเพื่อบรรเทาอาการปวดนับครั้งไม่ถ้วน

ในการรักษาผมต้องให้ยาทางหลอดเลือดที่ขาอยู่หลายครั้ง เพราะแขนทั้งด้านหน้า ด้านหลัง ข้างซ้าย ข้างขวา ส่วนบน หรือส่วนล่างแขนของผมถูกเจาะจนพรุนทุกเส้นหมด ผมเป็นคนที่ได้รับคีโมเยอะมากๆ ต้องนอนโรงพยาบาลอย่างยาวนาน เนื่องจากยาที่ใส่ลงไปในร่างกาย ได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง ทีมแพทย์ที่โรงพยาบาลศิริราชจึงต้องปรับยาอยู่เรื่อยๆ และผลจากการให้ยาต่างๆ เหล่านี้ ทำให้เส้นเลือดของผมมีลักษณะ กรอบ แข็ง หดตัว และเปราะบาง มีร่องรอยไหม้จากฤทธิ์ของยาที่รุนแรง และสาเหตุนี้นี่เองผมจึงเป็นผู้ป่วยที่มีลักษณะติดเตียง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อยู่หลายเดือน เพราะพังผืดเกาะเต็มกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นของผม

** มะเร็งร้ายหายไป โรคใหม่จ่อคิวทักทายทันที

แซมยังเล่าต่ออีกว่า เขาใช้เวลาในการรักษาตัวเรื่อยๆ ประมาณ 1 ปี กับอีก 2 เดือน จากนั้นอาการเกี่ยวกับโรคมะเร็งก็ค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ จนหายจากโรคมะเร็ง ดั่งโชคชะตากลั่นแกล้งหลังจากหายป่วยเป็นมะเร็งได้เพียง 2-3 เดือน เขากลับต้องใช้คำว่าผู้ป่วยอีกครั้ง เมื่อครั้งนี้ โรคสตีเวนจอห์นสัน หรือ โรคแพ้ยาอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นโรคที่น้อยคนจะเป็น และโรคนี้ทำให้เขาซูบผอมลงจากเดิม ผิวหนังไหม้เกรียม ขรุขระ

ผมมีโอกาสเป็นโรคที่ในประชากรจำนวน 1 ล้านคนจะพบเจอได้เพียงแค่ 7 คน อัตราส่วน 0.0000007 เปอเซ็นต์ โรคแพ้ยาอย่างรุนแรงนี้ส่งผลให้ผิวหนังของผมมีรอยไหม้ ตาแห้ง กระจกตาเป็นแผล ผิวแห้งและบาง เยื่อบุต่างๆ ทั้งหมดในร่างกายบอบบาง และบกพร่อง ซึ่งส่งผลต่อการพูดและการทานอาหารของผมเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังทำลายกล้ามเนื้อและความยืดหยุ่นทางร่างกายของผมหายไปหมด

หนุ่มแกร่งคนนี้ ได้เล่าถึงปัญหาในการใช้ชีวิตจากการป่วยครั้งนี้ว่า เขาต้องประสบปัญหามากมายในการใช้ชีวิต ทั้ง หลบตาผู้คนในสังคม ร้องไห้ทุกครั้งที่กลับเข้ามาในบ้านหลังจากที่ต้องออกไปข้างนอก ต้องทำเป็นมองไม่เห็นกลุ่มคนที่สะกิดคนรอบข้างให้มองดูผม พร้อมปากขมุบขมิบ

แม้กระทั่งทุกวันนี้การทานอาหารนอกบ้านก็ยังเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับแซม เพราะในช่องปากของเขาไม่สามารถผลิตน้ำลายได้ ปากของเขาแห้งและมีแผลในช่องปาก และการมีแผลในปากนี่เองส่งผลให้การทานอาหารของเขาค่อนข้างจะมีปัญหาอย่างมาก

โดยเฉพาะในประเทศไทย ที่อาหารแทบทุกชนิดมีพริกเป็นส่วนประกอบ ลองจินตนาการว่าคุณหกล้มมีแผลสด แล้วมีคนเอาพริกมาแตะแผลดู ประมาณนั้น

หรือกระทั่งเมนูยอดฮิตอย่างหมูกระเทียม ถ้าผัดในกระทะที่เคยผัดกระเพรามาก่อนหน้า แล้วผ่านการล้างที่ ผ่านน้ำ แผลของแซมก็จะสามารถรู้สึกถึงพลังของสะเก็ดพริกได้ในทันที

ผมเคยไปกินก๋วยเตี๋ยวสั่งเค้าว่าไม่ใส่พริก ทางร้านทำด้วยอาการ ชินมือ ใส่พริกมา ทางร้านแก้ปัญหาด้วยการเทน้ำซุปในถ้วยออกแล้วเติมน้ำซุปใหม่เข้าไป ผมก็ยังทานไม่ได้อยู่ดี ผมแก้ปัญหาด้วยการสั่งถ้วยใหม่ ตั้งใจจะเอาถ้วยเก่าใส่ถุงไปให้คนที่บ้านทาน แต่โดนด่าเละเลยครับ เขาบอกว่าผมเป็นคน เรื่องมาก เขาไม่เข้าใจว่ามันเป็น ความจำเป็น ยังไม่นับรวมการไปซื้อก๋วยเตี๋ยวใส่ถุง แล้วแม่ค้าไม่ถามว่าเอาอะไรสักที เพราะเข้าใจว่าผมมาขออาหารทาน

ทุกก้าวที่ผมก้าวออกจากบ้านบั่นทอนความรู้สึกในการอยากที่จะมีชีวิตของผมจากคนที่ ไม่เข้าใจ จนมาวันหนึ่งบาดแผลทางความรู้สึกของผู้ชายคนนี้มีอาการทุเลาเบาบางกลายร่างเป็นสะเก็ด เขาจึงมีโอกาสทายาและแกะเกาความรู้สึกที่ทำให้ตัวเขานั้นเป็นทุกข์

ผมนึกขึ้นมาได้ว่าแผลที่อยู่ในจิตใจนี้ไม่ได้มาจากคนในสังคมที่ฟาดฟันเรา แต่เป็นตัวของเราเองที่นำความไม่เข้าใจของคนในสังคมมาฟาดฟันตัวของเราเอง เราสูญสิ้นความเป็นตัวตนของเราจากความคิดคนอื่น เราเอาความสุขของเราไปแขวนไว้กับคนที่ไม่แม้แต่จะรู้จักชื่อของเรา ไม่ได้สนใจใคร่รู้ว่าเราผ่านอะไรมา หลงลืม ครอบครัว ที่โปรยรอยยิ้ม โอบอุ้มและสวมกอดความรู้สึกของเราตั้งแต่ลมหายใจแรกที่เรามีบนโลกใบนี้ ดังนั้นผมหันมาใส่ใจความรู้สึกของตัวเอง ให้ความสำคัญกับคนในครอบครัว ปรับทิศเข็มทิศแห่งความสุขให้หันหน้ามาหาตัวเอง ทำให้บาดแผลของผมเริ่มจางหาย ร่างกายของผมเริ่มฟื้นฟู แซมผู้มีหัวใจแข็งแกร่งกล่าว

** พลังและแรงใจถูกส่งต่อมาจาก ครอบครัว

ตั้งแต่หลุดออกมาจากท้องแม่ถึงจนช่วงตั้งไข่ แม้ในวันนี้เมื่อแซมจะบอกว่า เขาอายุ 30 ปีแล้ว ทว่าคุณแม่ตัวเล็กๆ ของเขาก็ยังคงประคองโอบอุ้มลูกชายคนนี้เอาไว้ในอ้อมอกเสมอ

แซมเล่าว่า มีครั้งหนึ่งหลังจากการฉายรังสีเพื่อป้องกันไม่ให้มะเร็งลามขึ้นสมอง เขามีอาการเวียนหัว และคล้ายจะวูบลงกลางทางเดินในโรงพยาบาล คุณพ่อของเขาซึ่งเดินอยู่ข้างหลังเพื่อกันคนเดินมาชน วิ่งเข้ามาอุ้มเอาไว้ทันที

แม้ในขณะนั้นเขาจะไม่เห็นคุณพ่ออยู่ในระยะสายตา แต่กลับตรงกันข้ามคุณพ่อมองเห็นเขาเสมอ

ผมมีคุณแม่ที่เดินจูงมือยู่ข้างๆ คุณพ่อซึ่งคอยเป็นห่วงอยู่ข้างหลัง ลูกน้ำน้องสาวซึ่งคอยช่วยเหลือทุกอย่างที่พี่ชายคนนี้ต้องการ และน้องชายผู้ให้ไขกระดูกแก่ผม และเสียสละเพื่อผมอีกมากมาย ผมมีวันนี้ได้เพราะครอบครัว

การได้นั่งย้อนนึกถึงไปช่วงทีตนเองป่วย ทำให้ แซม-ณัฐพล นึกแปลกใจตัวเองอยู่ไม่น้อย ที่ทำไมในเวลานั้นเขามองไม่เห็นความรักของครอบครัวที่มอบให้ มองไม่เห็นความพยายามของพวกเขา และมองไม่เห็น ความรู้สึก ของพวกเขาเหล่านั้นเลย

หลายครั้งที่แซมบอกว่า เขายินยอม มอบตัวให้กับความตาย เหนื่อยหน่ายสุดรั้งที่จะต่อสู้ เบือนหน้าหลบสายตาปริ่มน้ำใสๆ ของคนในครอบครัว แต่ด้วยความรักของครอบครัว การมองโลกใบเดิมในมุมที่ไม่เคยเห็น การยอมรับในสิ่งแปลกปลอมใหม่ๆ ในชีวิต ทำให้เขาตัดสินใจเอื้อมมือไปจับ ครอบครัว

** แม่ผู้เสียสละ เป็นทุกอย่างให้ลูกรัก

เชื่อว่าช่วงหนึ่งของชีวิตหลายๆ คนก็คงจะเคยเป็นแบบ แซม-ณัฐพล ที่ในช่วงวัยรุ่นต้นๆ อาจจะมีบางเวลาที่รู้สึกเบื่อ แม่ และรำคาญผู้หญิงคนนี้ ไม่อยากแม้แต่จะพูดกับผู้หญิงคนนี้เลยก็ว่าได้

ทำไมต้องยุ่งกับเราจังเลย ถามอยู่ได้ว่าจะกลับกี่โมง กินข้าวมันเป็นเรื่องใหญ่อะไรขนาดที่จะต้องถามตลอดเวลา หรือโดดเรียนสักหน่อยมันจะทำให้ชีวิตแย่ขนาดนั้นเลยหรอ

แซมบอกว่า แม่ถามคำถามเหล่านี้กับเขามาตลอด 30 ปี จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่เลิกถาม และเชื่อว่าแม่จะถามตลอดไป

ในวันที่เราเถียงแม่ วันที่เราดุแม่ วันที่เราโกรธแม่ ถ้าเป็นคนอื่นเขาคงทิ้งเราไว้ และจากเราไปนานแล้ว แต่ แม่ ยังคงส่งเสียเลี้ยงดู

ในช่วงที่ผมป่วยแม่ต้องไปกู้หนี้ ยืมสินมาจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่ายา ค่าหมอ ให้กับเด็กชายที่รำคาญตัวเองคนนี้ และเด็กชายคนนั้นไม่เคยรู้เลยว่าแม่ต้องลำบากขนาดไหน จนกระทั่งวันหนึ่งโรคร้ายเข้ามาในร่างกาย ผมพูดได้ว่าผม ไม่เหลือใคร ผมรู้สึกเค้วงคว้าง เบื่อหน่ายกับโลกจอมปลอม คนทำดีแก่กันเพียงเพื่อหวังผลประโยชน์จากอีกฝั่งหนึ่ง

กินข้าวรึยัง อยากกินอะไรเดี๋ยวแม่ไปซื้อมาให้ เจ็บตรงไหนบ้าง เดี๋ยวแม่นวดให้ เสียงนั้นยังอยู่ และอยู่ข้างกายเสมอมา เพียงแต่เราไม่เคยสนใจได้ยินเสียงๆ นี้เลย

แม่ผอมกว่าเดิมเพราะแม่ต้องใช้เวลาจากงานประจำมาดูแลผม ตื่นเช้าออกจากบ้านตี 5 เพื่อมาหาอาหารเช้าให้ลูกชายทาน เวลาพักเที่ยงที่โรงเรียนแม่ต้องมาหาที่โรงพยาบาลเพื่อหาซื้ออาหารมาให้กิน เพราะผมกินข้าวของโรงพยาบาลไม่ได้ แม่ไม่ได้กินข้าว เลิกงานก็ยังต้องมาที่โรงพยาบาลทันที จะกลับต่อเมื่อผมทานยาก่อนนอนเรียบร้อยแล้วเท่านั้น แม่เฝ้าอยู่ข้างเตียงเสมอ แค่ผมส่งเสียงโอย! ขึ้นมาเมื่อไหร่ ต่อให้แม่หลับอยู่ก็จะกุลีกุจอลุกขึ้นมาถามทันทีว่าเจ็บตรงไหน ไม่เคยห่วงตัวเองเลย

ช่วงเวลาที่กลับมาพักที่บ้านหลังจากให้คีโม แซมบอกว่า เขามักจะร้องทรมานกลางดึกด้วยอาการปวดข้อ และเจ็บกล้ามเนื้อจากตะคริว และหลายครั้งที่ต้องลืมตาตื่นมาพร้อมกับอาการอาเจียนแม้จะไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่ภายในกระเพาะอาหารเลย

ทุกครั้งที่แซมส่งเสียงคุณแม่ของเขาจะรีบลุกจากที่นอนข้างๆ วิ่งเข้ามาหา หรือหากแซมร้องด้วยความเจ็บปวด คุณแม่ของเขาจะรีบเข้ามาบีบนวดให้ บางครั้งเวลาที่แซมจะอาเจียน คุณแม่จะรีบคว้าถังขยะ พร้อมกับพยุงโอบอุ้มตัวแซมขึ้นพอให้ไม่เลอะเทอะเปรอะตัว ลูบหลัง ลูบหัวเบาๆ จากนั้นก็จะเช็ดหน้าตาเช็ดตา หาน้ำให้บ้วนปาก แล้วค่อยไปงีบต่อ

ต้องใช้คำว่า งีบ เพราะเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพียงครั้งเดียวภายใน 1 คืน

รุ่งเช้าคุณแม่ต้องไปทำงานพร้อมกับอาการเหนื่อยล้าจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ หากมีเวลาระหว่างวันคุณแม่จะรีบเข้ามาเพื่อชงอาหารกระป๋อง (ช่วงนั้นไม่สามารถทานอาหารได้เลย)เช็ดตัว ลูบหัว จูบหน้าผาก แล้วออกไปโรงเรียนอีกครั้ง

จนถึงช่วงเย็นคุณแม่ต้องรีบกลับเข้าบ้าน เพื่อเตรียมอาหารให้คนในครอบครัว และทำความสะอาดบ้าน คุณแม่ได้ทานข้าวเพียงเล็กน้อยในมื้อเย็น เพราะรีบมาอยู่ข้างๆ เพื่อดูอาการลูกชาย แซมบอกว่าคุณแม่ของเขาทำอย่างนี้เป็นเวลาหลายเดือน กว่าที่เขานั้นจะสามารถช่วยเหลือตัวเองได้

ผมบอกกับคุณแม่ของผมเสมอว่า หากผมตายเมื่อไร ขอให้คุณแม่อย่าเสียใจ เพราะแม่ได้ทำหน้าที่ของแม่ได้อย่างดีที่สุด เท่าที่แม่คนหนึ่งจะทำเพื่อลูกได้แล้ว

แต่คุณแม่ได้บอกกลับมาว่า อยู่เพื่อแม่เถอะ นี่จึงทำให้แซมคิดได้ว่า ตอนที่เราแข็งแรงดีสายตาเราเห็นไปที่อื่น แต่เมื่อตอนที่เราล้มหรือเจ็บป่วย สายตาของเราเมื่อมองไปข้างๆ จะเห็นผู้หญิงที่ชื่อว่า แม่ อยู่เสมอ ทั้งที่จริงๆ แล้วแม่ก็อยู่ข้างๆ ตั้งแต่นั้นมาแซมหนุ่มผู้ไม่ยอมแพ้จึงค่อยๆ ปรับตัวเอง และเรียนรู้ชีวิตใหม่ว่าตอนนี้เขานั้นไม่ใช่คนเดิมอีกแล้ว ยอมรับและทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ปล่อยวาง และไม่ยึดติดกับทุกสิ่ง

** ฉีกยิ้มได้อีกครั้ง เมื่อเริ่มต้น วิ่ง

แซม-ณัฐพล เล่าว่า ทุกก้าวที่ผ่านพ้นคือ อีกก้าวหนึ่งที่หนีห่างจากอดีตอันแสนโหดร้ายของเขา มะเร็งทำร้ายร่างกายแต่ไม่อาจทำลายชีวิตของเขาได้ ทุกก้าวของเขาคือ การเปลี่ยนแปลงจากคราบน้ำตาไปสู่ รอยยิ้ม เปลี่ยนความอ่อนแอไปสู่ความแข็งแรง ขจัดความทุกข์ให้ได้พบกับความสุข

ตอนนี้แซมได้เริ่มต้น วิ่ง ในสวนสาธารณะแทนที่จะนอนอยู่บนเตียง ได้สูดอากาศบริสุทธิ์แทนกลิ่นยาในโรงพยาบาล ศรีษะล้านๆ ของเขาได้สัมผัสความอบอุ่นของแสงแดด ได้รับรู้ความสดชื่นของเม็ดฝน จากการลง

เขาบอกว่าเขามี ชีวิต อีกครั้งจากการ วิ่ง เขามองว่าการที่คุณมีเพียงแค่ ลมหายใจ ไม่ได้หมายความว่าคุณมี ชีวิต พร้อมกับยังขอบคุณมะเร็งที่ทำให้เขาได้รู้จัก คุณค่า ของชีวิต ได้เข้าใจความรักของครอบครัว แม้ว่าวันนี้ร่างกายของเขาจะไม่เหมือนก่อน แต่หัวใจของเขานั้น ดีกว่าก่อน แน่นอน

แม้ในปีนี้จะครบ 10 ปีที่หนุ่มแซมได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูก พร้อมทั้งเริ่มออกวิ่งเพื่ออยากมีร่างกายที่แข็งแรงโดยตอนนี้วิ่งในรายการ 10 กิโลเมตร และตั้งเป้าไว้ว่าจะวิ่งให้ได้ 21 กิโลเมตร รวมถึงยังได้เปิดเพจ Sam's Story เพื่อเขียนเล่าเรื่องราวและส่งต่อกำลังใจของเขาให้กับอีกหลายๆ คนที่กำลังท้อแท้ ได้เห็นว่าแม้จะป่วยเป็นมะเร็ง และโรคต่างๆ รุมเร้าแต่เขาก็สามารถกลับมามีชีวิตได้อีกครั้งจากการออกมา วิ่ง

เรื่องโดย : นับดาว รัตนสูรย์

ขอบคุณภาพ : เพจ Sam's Story, คนมือสั่น

ที่มา Manager Online

ร่วมแสดงความคิดเห็น