ศักยภาพไทยบนจุดเปลี่ยนเกมดิจิทัล

เช่นเดียวกับประเทศไทย ขณะนี้รัฐบาลวางโรดแมฟชัดเจนว่าต้องการขับเคลื่อนประเทศสู่ "ไทยแลนด์ 4.0" ด้วยดิจิทัล

หัวเรือใหญ่ "นายพิเชฐดุรงคเวโรจน์"รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้สัมภาษณ์พิเศษหัวข้อ "Digital Disruption and Innovation : The Game Changer"ในงานประชุม Thailand Competitiveness Conference 2017 โดยสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทยว่า แผนงานหลักสำหรับการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ดิจิทัลประกอบด้วย 3 แกนหลักคือ การพัฒนาอีมาร์เก็ตเพลส อีเพย์เมนท์ และอีโลจิสติกส์

ที่สอดคล้องกันไปมุ่งสร้างงาน ผลักดันให้บัณฑิตคืนถิ่นปิดช่องว่างการเข้าถึงเทคโนโลยี พร้อมเพิ่มโอกาสให้คนทุกระดับ ขณะเดียวกันหวังให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ขอลุกขึ้นมาลงทุนเสียที เนื่องจากทุกวันนี้ยังน้อยอยู่มากจนตามไม่ทันกับนโบายที่รัฐบาลขับเคลื่อนออกมา และหากต้องการอะไรก็ให้ขอเข้ามา ทางรัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุน ส่งเสริม อำนวยความสะดวก

ดันเน็ตประชารัฐ

ที่ผ่านมาให้ความสำคัญอย่างมากกับการกระจายการเข้าถึงเทคโนโลยีไปสู่คนทุกระดับทั้งที่อยู่ในตัวเมือง พื้นที่ห่างไกลชนบท หรือแม้กระทั้งชายขอบ โดยเร่งรัดให้ดำเนินโครงการ "เน็ตประชารัฐ" หรือ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้านในประเทศที่มีอยู่จำนวน 74,965 หมู่บ้านปัจจุบันคืบหน้าไปมากภายในสิ้นปีนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จจำนวน 24,700 หมู่บ้าน

นอกจากนี้ ยังมีโครงการอินเทอร์เน็ตชายขอบของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่จะดำเนินการอีก 3,920 หมู่บ้าน ภายในกลางปี 2561

"ต่อไปทุกหมู่บ้านสามารถมีมาร์เก็ตเพลสเป็นของตัวเอง เป็นอีคอมเมิร์ซในระดับหมู่บ้าน ชุมชน และจังหวัด คู่ขนานไปกับโครงการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่จะเข้ามาสนับสนุนให้เกิดการสร้างรายได้ให้ชุมชน ยกระดับการแพทย์ การให้บริการภาครัฐด้วยเทคโนโลยี"

นายพิเชฐกล่าวว่าไปรษณีย์ไทยจะเป็นผู้พัฒนาและดูแลระบบซื้อขายสินค้าภายในหมู่บ้านหลักการคือ ให้ชุมชนมีศักยภาพในการขายสินค้าชุมชน โดยให้ไปรษณีย์ไทยเป็นตัวกลางเชื่อมโยงผู้ซื้อผู้ขาย โดยบทบาทจะมี 3 ด้าน คือ นำผู้ขายขึ้นสู่แพลตฟอร์มการขายสินค้า ทำหน้าที่เป็นตัวกลางชำระเงิน และทำหน้าที่เป็นผู้ส่งสินค้า

นอกจากนี้ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน แต่ทั้งนี้คงไม่ได้เข้าไปทำด้วยตนเองทว่าจะร่วมกับพันธมิตรบริษัทเอกชนหาวิธีการพัฒนาทักษะให้ตรงกับความต้องการตั้งเป้าว่าจะทำให้ได้ 5 แสนคน ภายใน 5 ปี หรืออย่างน้อยปีละ 1 แสนคน แค่หลักหมื่นไม่พอ

เร่งเครื่องสมาร์ทซิตี้

นายพิเชฐ เผยว่า อีกหนึ่งในงานที่กำลังเร่งผลักดันคือ การจัดทำ ดิจิทัลพาร์คไทยแลนด์ เป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างโอกาส รวมถึงสร้างบรรยากาศให้เอื้อต่อการลงทุนโดยเฟสแรกเริ่มที่อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี บนพื้นที่ 700 ไร่ อยู่ภายในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการบริหารอีอีซี ให้โครงการดิจิทัลพาร์ค ไทยแลนด์ เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษส่งผลให้ทางกระทรวงดีอีจะเจรจากับภาคเอกชนในการเข้ามาลงทุนในพื้นที่ได้ง่ายขึ้น

บริษัทที่เข้าไปจะได้สิทธิพิเศษอย่างเต็มรูปแบบ หรือ เรียกได้ว่าเป็นแมกซิมัมพริวิเลจ เช่นสิทธิประโยชน์ด้านภาษี 8 ปี และเป็นไปได้ที่จะได้สูงสุด 15 ปี รวมถึงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผู้เชี่ยวชาญคงตัวที่ 17%

นอกจากนี้เร่งผนการพัฒนาพื้นที่ในโครงการอีอีซีให้เป็น อีอีซี สมาร์ทซิตี้เช่นเดียวกับที่นำร่องไปแล้ว 2 จังหวัดคือภูเก็ต และขอนแก่น กระบวนการขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำมาสเตอร์แพลนซึ่งคาดว่าน่าจะได้เห็นแบบร่างและแผนการพัฒนาภายในปีนี้

"ภายในปีหน้าตั้งเป้าปั้นสมาร์ทซิตี้ให้ได้ถึง 6-7 จังหวัด เชื่อว่าทุกจังหวัดจะให้ความสนใจ การทำงานของดีอีเน้นให้ผลออกมาเป็นรูปธรรม เพื่อทำให้ไทยทรานสฟอร์มไปสู่ดิจิทัลได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่สร้างสโลแกนสวยๆ ออกมา"

ด้านการผลักดันสตาร์ตอัพไทยจะทำต่อเนื่องขณะนี้กระทรวงได้รับมอบหมายให้คิดเรื่องสตาร์ตอัพวีซ่าด้วยพร้อมให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งหมดต้องทำให้เสร็จภายในปีนี้ปีหน้า

"ผมมองว่ารอยต่อต่างเริ่มครบลูปแล้ว ที่สำคัญต่อจากนี้ต้องมีความเชื่อว่าจะเป็นไปได้ มิเช่นนั้นจะไม่ทราบว่ากำลังทำอะไรอยู่ โดยรวมหวังว่าทุกอย่างต้องทำให้เสร็จภายในปีนี้ปีหน้า จะช้าไม่ได้เพราะถ้าไม่เร่งทำก็จะเป็นการทำลายโอกาสของคนรุ่นใหม่ พลาดโอกาสการนำเม็ดเงินลงทุนเข้าประเทศ ฉะนั้นหน้าที่ของทุกคนคือสร้างให้เร็วสร้างให้ได้ เป็นนักปฏิบัติไม่ใช่แค่นักวางแผน

"นางพรรณสิรีอมาตยกุล"กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ผู้ดำเนินรายการสัมภาษณ์ เสนอว่า ที่ไม่อาจมองข้ามและควรทำควบคู่กันไปคือ อีเอนเกจเมนท์ เพื่อว่าผู้ค้าจะได้ทราบผลตอบรับของตลาดทั่วโลกว่าเป็นอย่างไร ต้องปรับปรุงส่วนใดบ้าง

ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ - Business News

ร่วมแสดงความคิดเห็น